จุกหลอกมีผลกับฟันเด็กไหม? วิจัยล่าสุดบอกอะไร ควรให้ลูกใช้ถึงกี่ขวบ

จุกหลอกมีผลกับฟันเด็กไหม วิจัยการใช้จุกหลอกเด็ก

จุกหลอก หรือ Pacifier เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ช่วยปลอบลูกน้อยที่คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านเลือกใช้ โดยเฉพาะเวลาลูกงอแง ง่วง หรือต้องการความสบายใจจากการดูด

แต่คำถามที่ตามมาคือ “จุกหลอกมีผลกับฟันเด็กไหม?” “จุกหลอกทำให้ฟันเหยินหรือฟันห่างจริงหรือเปล่า?” และ “ควรให้ลูกเลิกจุกหลอกเมื่อไหร่?”

คำตอบจากหลักฐานทางการแพทย์และทันตกรรมในปัจจุบันคือ จุกหลอกไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามสำหรับทารก แต่ความถี่ ระยะเวลา และอายุที่ยังใช้จุกหลอกมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานในช่วงที่โครงสร้างช่องปากและฟันกำลังพัฒนา

American Academy of Pediatric Dentistry หรือ AAPD ระบุว่า การใช้จุกหลอกในช่วงแรกของชีวิตอาจมีประโยชน์ แต่การใช้เป็นเวลานาน โดยเฉพาะหลังอายุ 18 เดือน อาจมีผลต่อพัฒนาการของช่องปากและความสัมพันธ์ของฟัน เช่น ฟันสบเปิดด้านหน้า (anterior open bite), ฟันสบไขว้ด้านหลัง (posterior crossbite) และการสบฟันผิดปกติแบบ Class II ได้

ดังนั้น คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า “จุกหลอกดีหรือไม่ดี” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “ใช้เมื่อไหร่ ใช้นานแค่ไหน และเลิกเมื่อไหร่”

จุกหลอกมีผลกับฟันเด็กไหม?

มีโอกาสเกิดผลกระทบได้ โดยเฉพาะเมื่อเด็กใช้จุกหลอกเป็นเวลานานและใช้บ่อย

การดูดจุกหลอกเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า nonnutritive sucking หรือการดูดโดยไม่ได้รับอาหาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้ตามธรรมชาติในทารก

อย่างไรก็ตาม ช่องปากของเด็กยังอยู่ในช่วงพัฒนา แรงกดและแรงดูดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานานสามารถส่งผลต่อการจัดเรียงตัวของฟันและโครงสร้างบริเวณขากรรไกรได้

งานทบทวนหลักฐานล่าสุดที่ตีพิมพ์ในปี 2025 ซึ่งวิเคราะห์งานวิจัยจำนวน 35 งาน พบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้จุกหลอกกับความผิดปกติของการสบฟันหลายรูปแบบ โดยความเสี่ยงมีความสัมพันธ์กับ ระยะเวลา ความถี่ และความเข้มข้นของการใช้จุกหลอก และพบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเกินประมาณ 3 ปี

ปัญหาที่อาจพบได้ ได้แก่

1. ฟันสบเปิดด้านหน้า (Anterior Open Bite)
เมื่อเด็กกัดฟันบนและฟันล่างแล้วฟันหน้าบนกับฟันหน้าล่างไม่สัมผัสกัน ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟัน

2. ฟันสบไขว้ด้านหลัง (Posterior Crossbite)
เป็นภาวะที่ตำแหน่งการสบของฟันหลังบนและล่างไม่สัมพันธ์กันตามปกติ

3. ฟันยื่นหรือการสบฟันผิดปกติ (Overjet / Malocclusion)
แรงจากการดูดจุกหลอกเป็นเวลานานอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งฟันและรูปแบบการสบฟัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนที่ใช้จุกหลอกจะต้องมีปัญหาฟัน เพราะการสบฟันและพัฒนาการของช่องปากยังได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม รูปแบบการดูด ระยะเวลาที่ใช้ และพฤติกรรมอื่น ๆ

 

จุกหลอกทำให้ฟันเหยินหรือฟันห่างจริงไหม?

มีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะในเด็กที่ใช้จุกหลอกเป็นเวลานาน

AAPD ระบุว่าการดูดจุกหลอกเป็นเวลานานสามารถส่งผลต่อ developing orofacial complex หรือโครงสร้างช่องปากและใบหน้าที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องหลังช่วงวัยทารก

หนึ่งในปัญหาที่พบได้คือ ฟันสบเปิดด้านหน้า ซึ่งอาจทำให้มองเห็นช่องว่างระหว่างฟันบนและฟันล่างเมื่อเด็กกัดฟัน

ข่าวดีคือ ปัญหาบางประเภทสามารถดีขึ้นได้เมื่อหยุดพฤติกรรมดังกล่าวตั้งแต่อายุยังน้อย โดย AAPD ระบุว่าฟันสบเปิดด้านหน้าที่สัมพันธ์กับการใช้จุกหลอกสามารถมีแนวโน้มดีขึ้นหลังหยุดใช้ก่อนอายุ 3 ปี

ดังนั้น หากลูกยังใช้จุกหลอกอยู่ ไม่จำเป็นต้องตกใจทันที แต่ควรเริ่มวางแผนลดการใช้ โดยเฉพาะเมื่อเด็กโตขึ้นและเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นหลายซี่แล้ว

 

แล้ว “จุกหลอกแบบ Orthodontic” ช่วยลดปัญหาฟันได้จริงหรือไม่?

ปัจจุบันมีจุกหลอกหลายรูปแบบ เช่น

  • Conventional Pacifier
  • Anatomical Pacifier
  • Orthodontic Pacifier
  • Physiological Pacifier

ผู้ผลิตบางรายออกแบบรูปทรงจุกให้สอดคล้องกับช่องปากของเด็ก และมีการกล่าวอ้างว่าสามารถลดแรงกดต่อฟันและเหงือกได้

งาน Scoping Review ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Children ปี 2024 ศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับ Physiological Pacifier พบว่าจุกหลอกบางรูปแบบ อาจมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการสบฟันน้อยกว่าจุกหลอกบางประเภท แต่ผู้วิจัยระบุว่ายังจำเป็นต้องมีงานวิจัยแบบ Randomized Controlled Trial ที่มีคุณภาพสูงเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลดังกล่าว

ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่า

“จุกหลอกแบบ Orthodontic ป้องกันฟันเหยินได้ 100%”

แต่สามารถมองได้ว่า รูปทรงของจุกเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ควรพิจารณา แต่สิ่งสำคัญกว่าคือระยะเวลาและความถี่ในการใช้

 

แล้วถ้าต้องเลือกจุกหลอก ควรดูอะไรเป็นพิเศษ?

เมื่อรู้แล้วว่าการใช้จุกหลอกเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อพัฒนาการของฟันและช่องปาก อีกหนึ่งสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถพิจารณาได้คือ “รูปทรงของจุกหลอก” นอกเหนือจากการเลือกขนาดให้เหมาะกับวัยและการจำกัดระยะเวลาการใช้งาน

ตัวอย่างเช่น NUK แบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กจากเยอรมนีที่พัฒนาจุกหลอกโดยคำนึงถึงพัฒนาการของช่องปาก โดยจุกหลอก NUK มีรูปทรงแบบ Orthodontic ที่มีลักษณะแบนและบางบริเวณคอจุก เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับการเคลื่อนไหวของลิ้น และช่วยให้ริมฝีปากสามารถปิดได้เกือบสนิทตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ NUK ยังสนับสนุนการศึกษาที่เปรียบเทียบรูปทรงของจุกหลอกหลายประเภท โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Clinical Oral Investigations ปี 2025 พบว่า รูปทรงจุกหลอกของ NUK ที่นำมาทดสอบมีแรงกดจำลองบริเวณเพดานปากและการเคลื่อนตัวของฟันต่ำกว่ารูปทรงบางประเภทที่นำมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับพ่อแม่ที่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการของช่องปากของลูก

อย่างไรก็ตาม จุกหลอกที่ออกแบบมาให้เป็นมิตรกับช่องปากไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันปัญหาฟันได้ 100% เพราะระยะเวลาและความถี่ในการใช้ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกจุกหลอกรูปแบบใด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเลือกให้เหมาะกับวัย ใช้อย่างพอดี และค่อย ๆ ลดการใช้เมื่อเด็กโตขึ้น

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาจุกหลอกที่คำนึงถึงพัฒนาการของช่องปาก NUK Signature Pacifier และ NUK Day & Night Pacifier เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยมีขนาดให้เลือกตามช่วงวัย และออกแบบด้วยรูปทรงที่เน้นพื้นที่สำหรับลิ้นและการปิดริมฝีปากอย่างเป็นธรรมชาติ

>>>เลือกชม จุกหลอก NUK และค้นหารุ่นที่เหมาะกับวัยของลูกน้อยได้ที่นี่ คลิก!

 

จุกหลอกมีผลกับเหงือกหรือไม่?

โดยทั่วไป ปัญหาที่หลักฐานทางทันตกรรมให้ความสำคัญมากกว่าคือ ผลต่อการจัดเรียงตัวของฟันและการสบฟัน มากกว่าการทำให้เหงือกเสียโดยตรง

การดูดจุกหลอกเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดแรงกดซ้ำ ๆ บริเวณช่องปากและฟันที่กำลังพัฒนา จึงเป็นเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมเด็กแนะนำให้ค่อย ๆ ลดพฤติกรรมดังกล่าวเมื่อเด็กโตขึ้น

นอกจากนี้ การดูแลความสะอาดของจุกหลอกก็สำคัญ เพราะจุกหลอกสัมผัสกับช่องปากโดยตรง

ไม่ควรนำจุกหลอกไปจุ่มน้ำผึ้ง น้ำตาล หรืออาหารหวาน เพื่อให้เด็กยอมดูด เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพช่องปาก และ AAPD ระบุชัดว่าไม่ควรให้ทารกหรือเด็กเล็กใช้จุกหลอกที่มีน้ำผึ้งหรือจุ่มในน้ำผึ้ง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อ Infant Botulism

 

แล้วเด็กควรใช้จุกหลอกไหม?

คำตอบคือ ใช้ได้ หากใช้อย่างเหมาะสม

AAPD ระบุว่าจุกหลอกอาจมีประโยชน์ในช่วงเดือนแรก ๆ ของชีวิต เช่น ช่วยปลอบเด็ก ช่วยเรื่องการดูดในทารกคลอดก่อนกำหนด และอาจช่วยลดพฤติกรรมดูดนิ้วที่ติดเป็นนิสัย

ขณะเดียวกัน American Academy of Pediatrics หรือ AAP แนะนำให้พิจารณาให้จุกหลอกในช่วงงีบและก่อนนอน เนื่องจากมีหลักฐานเชิงสังเกตที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้จุกหลอกขณะนอนกับความเสี่ยง SIDS ที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กที่กินนมแม่ AAP แนะนำให้รอจนการให้นมแม่สามารถดำเนินไปได้อย่างมั่นคงก่อนเริ่มให้จุกหลอก โดยพิจารณาจากน้ำนมที่เพียงพอ การเข้าเต้าที่มีประสิทธิภาพ และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์

 

จุกหลอกกับการนอน: มีประโยชน์จริงไหม?

นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทำให้คำตอบเรื่อง “จุกหลอกดีหรือไม่ดี” ไม่สามารถตอบแบบขาวดำได้

AAP แนะนำให้เสนอจุกหลอกเมื่อวางลูกเข้านอนทั้งช่วงกลางคืนและช่วงงีบ เพราะมีหลักฐานสนับสนุนว่าการใช้จุกหลอกในช่วงนอนสัมพันธ์กับความเสี่ยง SIDS ที่ลดลง

หากจุกหลอกหลุดออกจากปากหลังลูกหลับ ไม่จำเป็นต้องใส่กลับเข้าไป

และไม่ควรบังคับเด็กที่ไม่ยอมใช้จุกหลอก

ข้อควรระวังสำคัญ: ไม่ควรผูกจุกหลอกไว้กับคอของเด็ก หรือมีสาย/สิ่งของที่อาจก่อให้เกิดการรัดคอหรือการสำลักขณะนอนหลับ

อย่างไรก็ตาม ควรแยกประเด็นเรื่อง SIDS ออกจากประเด็นเรื่อง สุขภาพฟัน เพราะแม้จุกหลอกอาจมีประโยชน์ในช่วงนอนของทารก แต่การใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานในเด็กโตกลับเพิ่มความเสี่ยงด้านการสบฟัน

 

จุกหลอกทำให้ลูกเลิกนมแม่เร็วขึ้นจริงไหม?

เรื่องนี้มีความเข้าใจผิดอยู่พอสมควร

งานทบทวนของ Cochrane ซึ่งศึกษาเด็กทารกครบกำหนดที่เริ่มกินนมแม่ พบว่าในกลุ่มการศึกษาที่รวมอยู่ การใช้จุกหลอกไม่ได้ทำให้สัดส่วนของเด็กที่กินนมแม่แบบเต็มที่หรือบางส่วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงอายุ 3–4 เดือน

ดังนั้น ไม่สามารถสรุปง่าย ๆ ว่า

“ใช้จุกหลอก = ลูกจะเลิกนมแม่”

แต่ AAP ยังคงแนะนำให้รอจนการให้นมแม่เป็นไปอย่างมั่นคงก่อนเริ่มใช้จุกหลอกในทารกที่กินนมแม่

 

เด็กควรเลิกจุกหลอกเมื่อไหร่?

นี่เป็นคำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่

AAPD แนะนำให้มีการดูแลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการหยุดพฤติกรรมดูดที่ไม่ใช่การกินอาหาร โดยตั้งเป้าให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว ภายในประมาณ 36 เดือน และเตือนว่าการใช้จุกหลอกหลังอายุ 18 เดือนสามารถเริ่มมีผลต่อการพัฒนาของโครงสร้างช่องปากและการสบฟันได้

ในทางปฏิบัติ พ่อแม่จึงสามารถใช้แนวทางง่าย ๆ ดังนี้

อายุ 0–6 เดือน

ใช้จุกหลอกเพื่อปลอบหรือช่วยให้หลับได้ หากเหมาะกับลูก โดยเฉพาะในช่วงนอน

อายุประมาณ 6–12 เดือน

เริ่มลดการใช้ในช่วงกลางวัน และพยายามไม่ให้ลูกติดจุกหลอกตลอดเวลา

หลัง 12 เดือน

ควรเริ่มจริงจังกับการลดการใช้ โดยเฉพาะการใช้เพื่อปลอบทุกครั้งที่ร้องไห้

หลัง 18 เดือน

ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นประจำ เนื่องจาก AAPD ระบุว่าการใช้หลังช่วงนี้สามารถมีผลต่อพัฒนาการของโครงสร้างช่องปากได้

ภายใน 3 ปี

ควรตั้งเป้าหมายให้เลิกจุกหลอก โดยเฉพาะก่อนที่พฤติกรรมจะกลายเป็นนิสัยติดตัวในระยะยาว

ทั้งนี้ แนวทางเรื่องอายุอาจแตกต่างกันระหว่างองค์กรและผู้เชี่ยวชาญ โดยบางหน่วยงานด้านสุขภาพช่องปากของ NHS แนะนำให้หยุดใช้เร็วกว่านั้น เช่น หลัง 12 เดือน เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อฟันและพัฒนาการด้านการพูด

 

7 วิธีช่วยให้ลูกเลิกจุกหลอกแบบค่อยเป็นค่อยไป

การเลิกจุกหลอกแบบหักดิบอาจทำให้เด็กบางคนต่อต้านมากขึ้น พ่อแม่สามารถลองลดการใช้ทีละขั้นได้

1. จำกัดช่วงเวลาการใช้
จากเดิมที่ใช้ทั้งวัน เปลี่ยนเป็นใช้เฉพาะตอนนอน

2. ไม่ยื่นจุกให้ทันทีเมื่อลูกร้อง
ลองกอด อุ้ม พูดปลอบ หรือเปลี่ยนกิจกรรมก่อน

3. ใช้คำพูดเดิม ๆ เมื่อลูกขอจุก
เช่น “จุกไว้ใช้ตอนนอนนะ” เพื่อให้เด็กเข้าใจกติกา

4. เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม
หลีกเลี่ยงการเริ่มเลิกจุกในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่น ย้ายบ้าน เริ่มเข้าโรงเรียน หรือมีสมาชิกใหม่ในครอบครัว

5. ชื่นชมเมื่อลูกสามารถอยู่โดยไม่มีจุก
การชมเชยสามารถช่วยสร้างแรงจูงใจได้มากกว่าการดุ

6. สร้างกิจวัตรก่อนนอนใหม่
เช่น อ่านนิทาน กอด ร้องเพลง หรือเปิดเพลงเบา ๆ เพื่อให้เด็กมีวิธีผ่อนคลายอื่นแทนการดูดจุก

7. หากเลิกยาก ควรปรึกษาทันตแพทย์เด็ก
โดยเฉพาะหากเด็กอายุมากกว่า 3 ปีแล้วยังใช้จุกหลอกเป็นประจำ หรือเริ่มเห็นว่าการสบฟันเปลี่ยนไป

AAP แนะนำให้พิจารณาประเมินโดยทันตแพทย์สำหรับเด็กที่ยังมีพฤติกรรมดูดจุกหลอกหรือนิ้วหลังอายุ 3 ปี

 

สรุป: จุกหลอกมีผลกับฟันเด็กไหม ควรให้ลูกใช้หรือไม่?

ให้ใช้ได้ แต่ควรใช้ให้เหมาะกับวัยและมีแผนลดการใช้เมื่อเด็กโตขึ้น

หลักฐานในปัจจุบันไม่ได้บอกว่า “จุกหลอกเป็นสิ่งไม่ดี” เพราะในช่วงวัยทารก จุกหลอกอาจช่วยปลอบลูกและมีประโยชน์ในช่วงนอน รวมถึงมีคำแนะนำจาก AAP ให้เสนอจุกหลอกช่วงงีบและก่อนนอนเพื่อช่วยลดความเสี่ยง SIDS

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การใช้จุกหลอกเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อเด็กโตขึ้น สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของการสบฟัน เช่น ฟันสบเปิด ฟันสบไขว้ และการสบฟันผิดปกติได้

ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญไม่ใช่เพียง “เลือกจุกหลอกแบบไหนดี” แต่ควรดู 3 เรื่องหลัก

อายุ → ความถี่ → ระยะเวลาที่ใช้

ยิ่งเด็กโตขึ้น ควรค่อย ๆ ลดการใช้จุกหลอก โดยเฉพาะการใช้ระหว่างวัน และควรตั้งเป้าหมายให้เลิกก่อนที่พฤติกรรมจะยืดเยื้อจนส่งผลต่อการพัฒนาของฟันและช่องปาก

หากพ่อแม่สังเกตเห็นว่าลูกมีฟันสบผิดปกติ ฟันหน้ามีช่องว่างมากขึ้น หรือยังมีพฤติกรรมดูดจุกหลอกอย่างต่อเนื่องเมื่ออายุมากขึ้น การปรึกษาทันตแพทย์เด็กจะช่วยประเมินพัฒนาการของฟันและวางแผนเลิกจุกได้อย่างเหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

 

แหล่งอ้างอิงจากต่างประเทศ

  1. American Academy of Pediatric Dentistry (AAPD)Policy on Pacifiers
  2. American Academy of Pediatrics (AAP)Sleep-Related Infant Deaths: Updated 2022 Recommendations
  3. CochraneEffect of restricted pacifier use on duration of breastfeeding in full-term infants